10 รายชื่อ หนัง The Rock ที่ทำรายได้สูงสุดในปัจจุบัน

The Rock For Movie
หนังทำเงิน The Rock ติด 10 อันดับดีที่สุด

Dwayne Johnson หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “The Rock” อายุ 47 ปี เป็นซูเปอร์สตาร์ระดับแนวหน้าของวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูด ถือเป็นหนึ่งนักแสดงที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก ในปี 2017 เขาได้แสดงภาพยนต์ฟอมยักษ์ 3 เรื่องติดต่อกัน ได้แก่ Baywatch, The Fate of the Furious และ Jumanji: Welcome to the Jungle ทำให้เขากลายเป็นนักแสดงที่ทำรายได้ 65 ล้านเหรียญ รองลงมาจากนักแสดงชื่อ Mark Wahlberg ซึ่งเป็นนักแสดงรุ่นเดียวกัน คาดว่าเขามีทรัพย์สินรวมกันมากกว่า 255 ล้านเหรียญ (9,000 ล้านบาท)

เฉลี่ยแล้วทุกปี The Rock จะได้แสดงหนังไม่ต่ำกว่า 1 เรื่อง โดยเปิดตัวครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง The Mummy Returns ในปี 2001 ถือเป็นความสำเร็จที่น่าประทับใจสำหรับนักมวยปล้ำที่ถือได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งตลอดกาล และเป็นนักแสดงเด่นในรายการโทรทัศน์ WWE Raw และ WWE SmackDown ที่มีคนดูมากที่สุด ได้รับรางวัลหลายรายการในขณะที่ประกอบอาชีพเป็นนักมวยปล้ำ โดยเฉพาะแชมป์โลก 10 สมัย

หลังจากที่หันมาเล่นหนังเต็มตัวก็ได้กลายเป็นดารานักแสดงที่ติดตาคนทั้งโลก โดยลุคหุ่นใหญ่กล้ามเป็นมัดที่ทำเอาสาวๆ ถึงกับกัดฟัน ในปัจจุบันนี้ The Rock ได้แสดงหนังไปมากกว่า 40 เรื่อง ถ้านับในส่วนหนังที่ทำรายได้ให้กับเขามากที่สุดคือแฟนไชน์ Fast and Furious และม้ามืดอย่าง Jumanji: Welcome to the Jungle ที่ไม่มีใครคิดว่ามันจะทำรายได้ทะลุ 1 พันล้านเหรียญ (ประมาณ 35,000 ล้านบาท)

10 อันดับหนังของ The Rock

10.The Scorpion King

สุดยอดหนังในตำนานที่สร้างชื่อให้กับ The Rock เป็นอย่างมาก เปิดตัวทำรายได้ทั่วโลกไปกว่า 165 ล้านเหรียญ หรือ ประมาณ 5,700 ล้านบาท

9.Get Smart

ทำรายได้ในประเทศ 130 ล้านเหรียญ และรายได้ทั่วโลก 230 ล%

รีวิวหนังสนุกๆ Robin Hood 2018 เทพธนูแห่งป่าเชอร์วูด เส้นทางของจอมโจรสู่วีรบุรุษ

Robin Hood movie

Robin Hood เป็นภาพยนตร์ที่เพิ่งเข้าฉายในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2018 ที่ผ่านมา เป็นผลงานกำกับของ Otto Bathrust โดยมีดาราแสดงนำอย่าง Taron Egerton หรือพระเอกในเรื่อง Kingsman ร่วมกับ Jamie Foxx ตัวหนังมีความยาว 116 นาที เนื้อเรื่องเริ่มต้นจากตัวเอกโรบิ้น ที่อยู่ในครอบครัวมีฐานะบังเอิญไปเจอกับนางเอกแมเรียน ที่กำลังพยายามจำขโมยม้าของเขาอยู่ ทันใดนั้นทั้งคู่ก็ได้ตกหลุมรักกัน แต่ทางโรบิ้น เองถูกจับส่งไปเป็นทหารที่อาระเบีย เพื่อต่อสู้ในสงครามกับนายอำเภอแห่งนอตติงแฮม เมื่อเขาได้เดินทางกลับมาก็ต้องพบว่าบ้านเมืองกำลังถูกกดขี่อย่างหนักจากทางการ ระหว่างนี้ วิล จอนห์ และแมเรียนได้พยายามจะสอนให้โรบิ้น เป็นจอมโจรยอดฝีมือที่จะเข้าท้าทายอำนาจของเมือง ด้วยการสวมฮูดออกไปทำหน้าที่ตัวแทนความหวังของคนทั้งเมือง ในขณะที่โดนนายอำเภอตามล่า

หนังฉบับนี้เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ Robin Hood ที่ทำออกมาได้แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะตัวเนื้อเรื่องของภาพยนตร์ที่เหมือนถูกรีบเขียนให้มันเสร็จๆ ผสมกับฉากต่อสู้ที่ไวจนดูไม่รู้เรื่อง ต้องยอมรับก่อนว่าแต่เดิมแล้วบท Robin Hood ฉบับดั้งเดิมทำออกมาได้ดีมาก มีการนำมาทำเป็นละครทีวี และภาพยนตร์หลายครั้ง แต่ดูเหมือนครั้งนี้มันจะแย่ที่สุดจากฝีมือผู้กำกับ Otto Bathrust เจ้าของผลงงาน Black Mirror ที่ฉายบน Net Flicx เมื่อดูจากตัวหนังแล้วเขาไม่ได้พยายามที่จะเจาะลึกเรื่องราวในตัวของ Robin Hood เลย สิ่งที่เราได้เห็นคือฉากยิงธนูเกือบทั้งเรื่อง แล้วก็ระเบิดนั่น ระเบิดนี่

เมื่อเราย้อนกลับไปดูในภาคก่อนๆ ที่เคยถูกสร้างมาตั้งแต่ปี 1992 โดย Douglas Fairbank และ 1938 ที่กำกับโดย Errol Flynn หนังเหล่านี้ทำออกมาได้สนุกมาก แสดงให้เห็นถึงความมีเสน่ห์ของตัวละครไม่ใช่หนังขายฉากแอ็คชั่นอย่างเดียว นี่ยังไม่รวมฉบับอนิเมชั่นของทาง Disney ในปี 1973 ที่เรียกได้ว่าเป็นขวัญใจเด็กๆ ในสมัยนั้นเลย เมื่อเทียบกับในภาคปี 2018 ถือว่าแย่แบบสุดๆ ภาคนี้ใช้ทุนสร้างไปมากกว่า 100 ล้านเหรียญ แต่รายได้ของพวกเขายังอยู่ที่ 84 ล้านเหรียญเท่านั้น แถมยังได้ถูกเสนอเข้าชิงรางวัล Razzeis (รางวัลที่มอบให้กับภาพยนตร์ยอดแย่) 3 รางวัล ได้แก่ 1.Worst Remake 2.Worst Supporting Actor ของนักแสดงชาย Jamie Foxx 3. Worst Picture ในอนาคตเราได้แต่หวังว่าจะมีใครซักคนที่จะกล้าลงมาช่วยแก้ความผิดพลาดนี้ เพื่อนำ Robin Hood กลับมาอยู่ในจุดที่ควรจะเป็น

รีวิวหนังผี Goosebumps: Haunted Halloween หุ่นฝังแค้น หรือ แค้นฝังหุ่น

Goosebumps Haunted Halloween

Goosebumps เป็นอีกหนึ่งชื่อที่ขายดีทั่วโลก และตอนนี้มันกลับมาอีกครั้งในชื่อภาค Goosebumps: Haunted Halloween ที่จะมาสานต่อความแค้นฝังหุ้นออกตามล่าทุกคนที่ขวางหน้ามัน ผ่านฝีมือผู้กำกับอย่าง Ari Sandel และเขียนบทโดย Rob Lieber จากเรื่องราวของ Lieber และ Darren Lemke โดยในเนื้อเรื่องของภาคนี้จะต่อจากภาคแรกที่เป็นเรื่องของ หนังสือเรื่องราวสยองขวัญที่เขียนโดย R. L. Stine เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อสองเด็กหนุ่มบังเอิญปล่อยปีศาจออกมาจากหนังสือโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ตัวละครทั้งหมดใน Goosebumps ออกมาบุกเมืองของพวกเขาในวันฮาโลวีน

Sarah Quinn ตัวละครเอก (Madison Iseman) อาศัยอยู่กับแม่ของเธอเคธี (Wendi McLendon-Covey) และน้องชายชื่อซันนี่ (Jeremy Ray Taylor) ในเมืองนิวยอร์ก ซาร่าห์พยายามอย่างมากในการเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียด้วยการเขียนเรียงความเกี่ยวกับความกลัว ในขณะที่เคธีได้ตกลงจะดูแลแซม คาร์เตอร์ เพื่อนของซันนี่ในระหว่างที่พ่อของเขาออกไปทำธุระนอกเมือง ทั้งแซม และซันนี่ได้มีความคิดจะเปิดธุรกิจทำความสะอาด และนัดกันหลังเลิกเรียนจะไปช่วยเก็บบ้านร้างแห่งหนึ่ง ด้านในพวกเขาบอกหนังสือต้นฉบับอะไรซักอย่าง และได้เปิดมันออกมาดูจนกระทั่งเปิดผนึกให้ สแล็ปปี้ เดอะดัมมี โผล่ออกมาจากหนังสือ ภายหลังหนังสือก็ถูกขโมยไปจนเกิดเรื่องราววุ่นวายตามมามากมาย และสองเด็กเหล่านี้ก็ต้องพยายามที่จะเอาหนังสือเหล่านี้คืนมา และจับปีศาจกลับไปให้ได้

โดยรวมแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้หลายคนคาดคิดว่าจะได้เจอกับตัวละครเก่าๆ ที่ต่อจากภาคที่แล้ว แต่ต้องประหลาดใจเพราะไม่มีใครคุ้นหน้าเลย ยกเว้นแต่พวกปีศาจต่างๆ ข้อเสียอย่างหนึ่งที่รู้สึกหงุดหงิดคือผู้ชมจะต้องมาทำความรู้จักกับครอบครัวใหม่นี้ และกว่าจะเข้าเรื่องได้ต้องใช้เวลาค่อนข้างนานพอสมควร แต่ก็ถือว่าไม่ได้แย่หลังจากที่จุดติดแล้ว หนังก็ทำฉากแอคชั่นออกมาได้ต่อเนื่องแบบรัวๆ CG จัดเต็ม ใครที่ชอบดูหนังสัตว์ประหลาด ปีศาจ ก็น่าจะชอบกันไม่น้อย ถึงแม้ว่านักแสดงจะไม่ได้โดดเด่นหรือแสดงดีอะไรมาก แต่ที่อยากจะแนะนำก็คืออย่าคาดหวังกับมันมาก เพราะจะเห็นมุกเดิม หรือพล็อตที่รู้สึกว่ามันไม่ค่อยจะตื่นตากว่าในภาคแรกเท่าไหร่นัก

คะแนนรีวิวต่างประเทศก็คือว่าออกมาพอดูได้จาก Rotten Tomatoes ที่มีคะแนนรีวิว 87 เสียงคิดเป็น 47% ในด้านทำงานแล้ว Goosebumps 2: Haunted Halloween ทำรายได้ 46.7 ล้านเหรียญเฉพาะในสหรัฐและแคนาดา และ 46.6 ล้านดอลลาร์ในรัฐอื่นๆ รวมทั่วโลกทั้งสิ้น 93.3 ล้านดอลลาร์เทียบกับงบประมาณการผลิต 35 ล้านเหรียญ ถือว่าไม่ได้ขาดทุนแต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากเท่าที่ควรจะเป็น

รีวิวหนังน่าดู Fantastic Beasts and Where to Find Them: The Crime of Grindelwald เรื่องราวอาชญากรรมของกรินเดลวัลด์

Fantastic Beasts and Where to Find Them The Crime of Grindelwald Snow

ในฐานะที่เป็นแฟนตัวยงของ Harry Potter ที่จะหงุดหงิดเล็กน้อย และพยายามจะมองในแง่ดี ดังนั้นผมจึงคิดว่ามันไม่ควรจะคาดหวังอะไรมากกับหนังเรื่องนี้นักใน Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald ต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำมาเพื่อคนดูทั่วไป แต่ทำมาสำหรับสาวกแฟนๆ Harry Potter โดยตรง เพราะเนื้อเรื่องต่างๆ หรือตัวละครบางตัวแฟนคลับเองยังไม่รู้จักก็มี ดังนั้นในหนังจะไม่เกริ่นเรื่องตัวละครเท่าไหร่นัก ถ้าเกิดมีตัวละครแปลกหน้าโผล่มาก็ทำใจเอาหน่อย สำหรับตัวอย่างหนังก่อนที่จะเข้าฉายมีจุดน่าสนใจมากมายอย่าง นิโคลัส แฟลมเมล ผู้คิดค้นศิลาอาถรรพ์ จะเป็นตัวละครที่น่าจับตามอง เพราะอาจเป็นคำตอบของปริศนาต่างๆ

หลังจากได้เข้าไปดูหนังก็บอกได้ว่ามันไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด ถึงแม้ว่าหนังจะมีความยาวเกินชั่วโมง ต้องยอมรับว่าภาคนี้ไม่มีสัตว์เยอะเหมือนในภาคแรก แต่ก็มีฉากที่น่าตื่นตาอยู่เยอะพอสมควร และมีฉากหนึ่งที่พาคนดูงงเป็นไก่ตาแตก คือเรื่องความเป็นมาของตระกูลหนึ่งที่ผู้กำกับพยายามจะเล่าเรื่องให้เร็วที่สุด ทำเอาคนดูไปไม่เป็นกันเลยทีเดียว ว่าไอ้นี่สรุปมันเป็นใครกันแน่ ด้วยการแสดงนำของ จอห์นนี เดปป์ ที่แสดงออกมาอย่างได้สมฐานะนักแสดงระดับมืออาชีพ ที่ทำให้คนดูทั้งรัก ทั้งเกลียด พอถึงตอนจบเรื่องทุกคนต้องตะลึงกับฉากจบที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ซึ่งแน่นอนว่ามันจะต้องมีภาคต่อๆ ไปให้เราติดตามดูแน่ในอนาคต ถึงแม้ว่าสำหรับผมมันจะโอเค แต่เว็บรีวิวต่างประเทศต่างมองไปในทิศทางตรงกันข้าม บางแห่งให้คะแนนเพียง 2 – 3 ดาว อย่าง Rotten tomatoes ที่ให้คะแนนเพียง 37% เท่านั้นเอง

สัตว์มหัศจรรย์: อาชญากรรมแห่งกรินเดลวาลด์ ทำรายได้ 159.6 ล้านในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา และ 493.8 ล้านในรัฐอื่นๆ สำหรับยอดรวมทั่วโลกทั้งสิ้น 653.4 ล้านดอลลาร์เทียบกับต้นทุนสร้างหนังเร่งนี้ 200 ล้านดอลลาร์ ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวชนกับเรื่อง Instant Family และ Widows และคาดว่าจะทำรายได้ 65 – 75 ล้านดอลลาร์จากโรงภาพยนตร์ทั้ง 4,163 โรงในช่วงสุดสัปดาห์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำเงินได้ 25.7 ล้านดอลลาร์ในวันแรกซึ่งรวมถึง 9.1 ล้านดอลลาร์จากการฉายรอบพิเศษเมื่อคืนวันพฤหัส ถึงแม้จะทำรายได้ทะลุบ็อกซ์ออฟฟิศได้สำเร็จ Crimes Of Grindelwald เป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้ต่ำที่สุดของ Harry Potter เมื่อเทียบกับภาพยนต์ในจักรวาลเดียวกัน ทำรายได้มากกว่า 790 ล้านเหรียญทั่วโลก

รีวิวหนัง netflix Dare devil ปิศาจแห่ง Hell’s Kitchen ความดำมืดของเมือง

เมื่อนึกถึงฮีโร่ตาบอดในชุดแดงออกตามล่าเหล่าร้ายในยามค่ำคืน คงไม่มีใครที่ไหนนอกไปจาก Dare Devil ตัวละครชายหนุ่มสังกัดจักรวาล Marvel ถือเป็นหนึ่งในบรรดาฮีโร่ขวัญใจของแฟนๆ จนกระทั่งได้ถูกนำมาสร้างเป็นละครทีวีฉายบน Netflix ผลงานกำกับโดย Drew Goddard อ้างอิงเนื้อเรื่องตามแบบฉบับหนังสือการ์ตูน แถมยังได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี จนในตอนนี้มีทั้งหมดรวมกัน 3 ซีซั่นแล้ว เริ่มจากซีซั่นแรกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2015 จะเป็นการเล่าเรื่องต้นกำเนิดของ Matt Murdock และ Wilson Fisk จนกระทั่งภาคที่ 2 ได้ออกฉายในวันที่ 18 มีนาคม 2016 ส่วนตัวแล้วในภาคนี้ได้ทำออกมาได้สนุกและน่าตื่นเต้นในแบบที่ควรเป็น มีการปรากฎของตัวละครอื่นๆ อย่าง Punisher และ Elektra ที่ในอนาคตพวกเขาอาจจะได้ตั้งทีม The Defenders ขึ้นมา

เนื้อเรื่องจะดำเนินตามตัวเอก Matt Murdock หรือ Dare Devil เป็นทนายความตาบอดที่ต่อสู้ในฐานะทนายตอนเช้า และตกเย็นเขาจะกลายเป็น Dare Devil ออกต่อสู้กับเหล่าอาญากร ทางการตลาดได้ออกมาบอกว่ากลุ่มเป้าหมายคนดูนั้นคือกลุ่มวัยรุ่น และผู้ใหญ่ เนื่องจากมีเนื้อหาที่รุนแรง ต่างจากหนังอื่นๆ ที่สามารถดูได้ทุกเพศทุกวัย ภาพยนตร์ชุดเรื่อง Dare Devil ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมากมาย และได้รับรางวัลไม่น้อยได้แก่ Helen Keller Achievement Award, Online Film & Television Association Award, Got Your 6 และรางวัลสุดท้ายคือ Saturn Awards สาขาละครทีวียอดเยี่ยม

Dare Devil เป็นละครที่ทำขึ้นมาสำหรับ Netflix ซึ่งเป็นบริการสตรีมมิ่งภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่มีฐานผู้ชมทั่วโลก โดยเรื่องสามารถรับชมได้ในแบบ Ultra HD 4K และ High Dynamic Range ตั้งแต่ซีซั่น 3 เป็นต้นไป ส่วนอีก 2 ซีซั่นแรกได้รับการปรับปรุงให้มีคุณภาพใกล้เคียงกัน ส่วนใหญ่แล้วหนังของทางค่ายมักจะออกมาทั้งซีซั่น หมายถึงสามารถดูได้ตั้งแต่ต้นจนจบจนมีคำที่เรียกว่า binge-watching เป็นคำนิยามสำหรับการดูหนังหลายตอนติดต่อกันเป็นเวลาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ได้มีบริการเสียงบรรยายภาพสำหรับคนตาบอดอีกด้วย

ต้นทุนในการทำหนัง Dare Devil ในแต่ละซีซั่นไม่ใช่น้อยๆ เลย โดยมันอยู่ในงบที่ทาง Disney ให้มา 200 ล้านเหรียญสำหรับสร้างภาพยนตร์ในจักรวาล Marvel นับรวม Jessica Jones และ Luke Cage ที่ใช้งบบริหารเดียวกันเป็นตัวเลขอยู่ที่ 40 ล้านเหรียญต่อ 1 ซีซั่นเท่านั้น หรือประมาณ 1,400 ล้านบาท ถ้าถามถึงจำนวนรายได้แล้วคงจะตอบยากเสียหน่อยเพราะมันไม่ได้ถูกมองเป็นราคาตั๋ว แต่ถ้าใช่มันจะทำกำไรมหาศาลไม่แพ้กับตอนนี้ที่มันสร้างรายได้กับ Netflix ไม่น้อยเลย

รีวิวหนัง homestay ที่สุดแห่งความดราม่า

HOMESTAY Movie Thai

Homestay หนังไทยที่ได้สร้างกระแสในสังคมได้อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการเปิดตัวนักแสดงน้ำอย่างน้องเฌอปราง สมาชิกวง BNK48 ที่ได้ก้าวเข้ามาแสดงบทบาทในผลงานภาพยนต์สยองขวัญเรื่องแรก ซึ่งก็ไม่ได้แย่อย่างที่หลายคนคิด ถึงแม้ว่าจะมีบางฉากที่ยังไม่แสดงได้ไม่สุดก็ตาม ภาพยนต์เรื่อง Homestay เป็นเรื่องราวการกลับมาของวิญญาณที่เข้ามาสิงสู่ร่างเด็กหนุ่มคนหนึ่ง และภารกิจของเขาคือการสืบหาเรื่องราวของตนเอง รวมถึงสาเหตุการตายที่แท้จริงของร่างเดิมว่าจะเป็นเพราะอุบัติเหตุ หรือฆาตกรรมกันแน่ โดยเขามีเวลาจำกัด หากไม่สามารถหาสาเหตุได้จะต้องตายและไม่ได้ไปเกิดใหม่อีกครั้ง

ผลงาน Homestay ได้รับการดัดแปลง หรือแรงบันดาลใจมาจากวรรณกรรมญี่ปุ่น Colorful ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวิญญาณเช่นเดียวกัน จากผลงานนักเขียนหญิงที่ใช้นามปากกาว่า Eto Mori เนื้อเรื่องนั้นจะเกือบเหมือนกันทุกอย่าง วิญญาณที่กลับมา ปัญหาที่ต้องเผชิญ การสืบสวนที่ยากลำบาก ทั้งหมดเป็นส่วนประกอบหลักที่นำมาใช้ดำเนินเรื่อง Homestay ในแบบฉบับของประเทศไทย โดยหนังสือนิยายเล่มนี้ขายดีเป็นอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น ถึงกับได้รับรางวัลนิยายยอดนิยมของเด็กญี่ปุ่น แถมในประเทศเราก็มีฉบับแปลไทยวางขายด้วยนะ ยิ่งหนัง Homestay ออกฉายแล้วทำให้ยอดขายหนังสือขายดิบขายดีขึ้นไปอีก

อย่างที่รู้กันดีกว่าภายพนต์เรื่องนี้ได้นักแสดงมากฝีมือหลายคนมาร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็น ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ รับบทเป็น “มิน” เด็กที่ถูกวิญญาณสิง และเฌอปราง อารีย์กุล รับบทเป็น “พาย” รุ่นพี่ของมิน สู่ขวัญ บูลกุล รับบทเป็น “ฤดี จันทรเสน” แม่ของมิน ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์ รับบทเป็น “เม่น” พี่ชายของมิน และพ่อของมิน ที่รับบทแสดงโดยวิโรจน์ ควันธรรม นอกจากนี้ยังมีนักแสดงรับเชิญอีกมากมายที่ได้มีโอกาสมาร่วมงานในภาพยนต์เรื่องนี้ อย่างเฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ และนพชัย ชัยนาม ที่เป็นสองใน 8 ร่างของสิ่งที่เรียกว่า “ผู้คุ้มวิญญาณ” ที่สามารถสิงร่างใครก็ได้

ภาพยนต์เรื่องนี้เข้าฉายครั้งแรกในวันที่ 24 ตุลาคม ปี 2561 โดยเป็นรอบสื่อมวลชนที่เปิดฉายให้เฉพาะกับผู้ที่ได้รับเชิญเท่านั้น จากนั้น 1 วันต่อมาจึงได้เปิดรอบฉายจริงอย่างเป็นทางการ โดยหนังสามารถทำรายได้รวมทั้งประเทศเป็นจำนวนเงินกว่า 121 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้มีการติดต่อซื้อไปฉายในต่างประเทศอีกด้วย แม้แต่ประเทศญี่ปุ่นเองที่เป็นเจ้าของ Colorful ก็ได้นำภาพยนต์เรื่องนี้ไปฉายในบ้านตัวเองแล้วด้วย โดยรวมแล้วถือว่าเป็นหนังไทยที่ประสบความสำเร็จเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไม่เข้าชนกับนาคี 2 ในตอนนั้น เราอาจเห็นยอดทะลุเป้า 200 ล้านบาทก็เป็นได้ใครจะรู้

รีวิว หนังสยองขวัญสุดน่ากลัว the nun

the-nun-movie-review

ยอมรับว่าหลังจากประสบความสำเร็จพอสมควรกับ The conjuring กับ Annabelle ก็ไม่แปลกที่สตูดิโอผู้สร้างหนังจะเข็นโปรเจกอื่นที่เกี่ยวกับสองเรื่องข้างต้นออกมา สร้างเป็น จักรวาลหนังผีของตัวเองให้มีความเกี่ยวข้องกัน เหมือนกับจะเป็นหนังมาร์เวลแต่เป็นเวอร์ชั่นหนังผี The nun ก็เป็นหนึ่งในภาคแยกที่ทำออกมา ต้องบอกว่าหนังผีเรื่องนี้ทำเอาเราผิดหวังพอสมควรทีเดียว เป็นเพราะอะไรต้องอ่าน

The nun ผีแม่ชี

เรื่องราวของ เดอะ นัน เป็นเรื่องราวที่เล่าขานก่อนจะเกิด The conjuring กับ Annabelle ในภายหลัง เนื้อเรื่องย้อนไปเล่าเรื่องราวหนึ่งเกี่ยวกับแม่ชีคนหนึ่งในโรมาเนียได้ปลิดชีพตัวเองลง ก่อนตายเธอได้ให้คำสัตย์สาบานบางอย่างเอาไว้ รวมถึงสาสน์ลับของปีศาจด้วย นักบวชคนหนึ่งที่มีเหตุการณ์แปลกกับตัวเองซึ่งอาจจะเชื่อมโยงเรื่องราวครั้งนี้ได้ถูกนำไปวิหารแห่งหนึ่ง ที่นั่นนักบวชคนดังกล่าวจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ปริศนาทุกอย่างก่อนที่จะให้กำเนิด The conjuring กับ Annabelle เป็นอย่างไร ต้องไปลุ้นต่อในโรง

ความหลอนแบบไม่หลอน

ต้องยอมรับว่า แฟนหนังเรื่อง The conjuring กับ Annabelle ค่อนข้างคาดหวังกับ The nun นี้พอสมควรเลยยิ่งบอกว่าเป็นหนังที่เป็นต้นกำเนิดด้วยแล้ว ยิ่งคาดหวังว่าจะได้รับประสบการณ์อันสยดสยองน่ากลัวขนพองสยองเกล้าแบบนอนไม่หลับไปหลายคืน ปรากฏว่าหลายคนกลับบอกว่า “ไม่เห็นน่ากลัว” อย่างที่คาดไว้ หน้าหนังทำเหมือนว่าจะน่ากลัว แต่พอเข้าไปดูจริงก็ไม่เท่าไร สำหรับขาโหด แต่สำหรับคนดูหนังผีสมัครเล่นแบบเราก็ต้องบอกว่าน่ากลัวใช้ได้เลย แม้จะน้อยกว่าหากเทียบกับ The conjuring กับ Annabelle ก็ตามที

ผีตุ้งแช่ แบบดักทางได้

อีกหนึ่งเหตุผลที่หนังเรื่องนี้ทำไม่ได้ตามที่คาดหวังไว้ก็คือ ผีตุ้งแช่ หรือ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า jump scare มันไม่โดนใจเท่าไร จะบอกว่ามุกที่ผีโผล่ออกมาทำให้เราตกใจกลัวนั้น มันไม่แปลกใหม่พอที่จะทำให้เราตกใจได้ หากจะตกใจก็เพราะเสียงเอฟเฟกต์ในหนังมันดังจนเราตั้งตัวไม่ทันมากกว่า แต่ส่วนใหญ่เราเตรียมตัวอยู่แล้วว่า อีกไม่เกิน 5 วิต้องมีอะไรแน่นอน มันก็เลยทำให้ความน่ากลัวมันดรอปลงไป ยังไม่รวมถึงเนื้อเรื่องบางอย่างที่บอกเลยว่า หากใครเป็นขาประจำหนังผี หนังสยองขวัญ สักหน่อย ก็น่าจะพอเดาทางได้บ้างเลยไม่ว้าวกันเท่าไร

ไขข้อข้องใจ

ความดีงามอย่างเดียว ที่ทำให้ เดอะนัน เป็นหนังที่เหล่าแฟนคลับหนังสายนี้ต้องไปดูก็คือ หนังจะเฉลยข้อข้องใจว่า The conjuring กับ Annabelle เกิดมาได้อย่างไร ต้นสายปลายเหตุมาจากอะไร รวมถึงน้องแม่ชีฝึกหัด น่า%

Jurassic World 2 Fallen Kingdom ไดโนเสาร์บุกเมือง

jurassic online game music

หนังที่กำลังเป็นกระแสในช่วงที่ผ่านมาอาจเรียกได้ว่าเป็นหนังที่จริงๆ เชื่อว่าคนทั่วไปรู้จักกันเยอะมากแต่มันก็นานเหลือเกินที่ไม่ได้ทำออกมาให้คนได้ดูกัน ในปีนี้เองเราจึงเหมือนมีโอกาสกลับไปชมความสนุกเกี่ยวกับหนังไดโนเสาร์ บอกกันมาขนาดนี้ใครเคยไปดูแล้วคงจะประทับใจไม่น้อยแต่ถ้าใครยังไม่เคยดูเดี๋ยวจะรีวิวหนังเรื่องนี้อย่าง Jurassic World 2 Fallen Kingdom การันตีว่ามันระดับสิบแน่ๆ

รีวิวหนัง Jurassic World 2 Fallen Kingdom สุดมัน

ขอย้อนกลับไปนิดหน่อยก่อนว่าเรื่องราวในภาคนี้เป็นภาคต่อมาจากคราวก่อน เมื่อ Jurassic World ได้ปิดตัวเนื่องจากบรรดาไดโนเสาร์หลุดออกมา เส้นเรื่องหลักของภาคนี้คือเป็นการตัดสินใจของตัวละครว่าจะต้องอพยพไดโนเสาร์เหล่านี้ให้ออกมาจากเกาะที่พวกมันอยู่ดีหรือไม่ ด้วยเกาะดังกล่าวกำลังจะเกิดภูเขาไฟระเบิด และหากปล่อยพวกมันไว้นั่นหมายถึงการสูญพันธุ์ครั้งที่ 2 ของพวกมันทั้งหมด ในเรื่องมีการแบ่งเสียงออกเป็น 2 ข้าง ข้างแรกบอกว่าควรปล่อยให้พวกมันตายไปให้หมดด้วยเราไม่ควรฝืนธรรมชาติให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ขณะที่อีกฝ่ายก็ระบุว่าแม้มันจะเป็นสัตว์แต่พวกมันก็มีจิตใจดังนั้นสิ่งที่มนุษย์ทำได้คือการช่วยเหลือให้พวกมันออกมาจากเกาะให้ได้ ส่งผลให้เกิด กลุ่มผู้คุ้มครองพิทักษ์ไดโนเสาร์ ขึ้นมา คนที่เป็นหัวหอกในการจัดตั้งกลุ่มนี้ก็คือ แคลร์ เธอมุ่งมั่นขนาดชวนแฟนเก่าอย่าง โอเวน ไปยังเกาะแห่งนี้อีกครั้งเพื่อช่วยเหลือพวกไดโนเสาร์ให้ได้ แต่เรื่องราวมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นเมื่อมีกลุ่มมนุษย์อีกกลุ่มได้ทำการสร้างไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ให้ชื่อว่า อินโดแรปเตอร์ ถือว่าเป็นไดโนเสาร์ที่ฉลาดที่สุดเท่าที่โลกใบนี้เคยมีจากความคิดสิ้นคิดที่ว่าหากเราสามารถฝึกไดโนเสาร์ให้เชื่องได้ เชื่อฟังคำสั่งของมนุษย์ได้น่าจะใช้พวกมันในการออกศึกรบได้อย่างดี

นี่เป็นตัวอย่างหนัง Jurassic World 2 Fallen Kingdom คร่าวๆ ที่หลายคนยังไม่ได้ดูต้องไปสัมผัสให้จงได้ คราวนี้มาว่ากันเรื่องของการทำหนังต้องบอกว่า Jurassic World 2 Fallen Kingdom ค่อนข้างแบกภาระความกดดันอันหนักอึ้งเอาไว้พอตัวเพราะภาคแรกพวกเขาโด่งดังทำเงินเป็นบ้านเป็นหลังขนาดว่าติดอันดับ 5 หนัง Top 5 ตลอดกาลหนังทำเงิน ซึ่งเมื่อดูในภาคนี้แล้วต้องบอกว่าหนังเองก็ไม่ทำให้คนดูต้องผิดหวังแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินเรื่อง ฉากซึ้งๆ ฉากมันๆ เรียกว่ามีครบทุกรสชาติให้ได้สัมผัสกับความระห่ำ ความสะใจที่แฟนๆ รอคอยมานาน ถือว่าสนุกและควรค่าต้องไปดู

Ready Player One หนังสุดยอดที่รวมเหล่าเกมต่างๆ มาไว้ที่นี่

ready player one game online

บ่อยครั้งที่เรามักเห็นว่าหนังแต่ละเรื่องมักมาจากหนังสือขายดีด้วยกันทั้งสิ้น เช่นกันกับ Ready Player One นี่คือหนังอีกเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมาจากหนังสือขายดีเมื่อปี 2011 เป็นผลงานของ เออร์เนสต์ ไคลน์ ที่ต้องบอกเลยว่าใครเคยอ่านหนังสือเล่มนี้สิ่งเดียวที่พวกเขาบอกต่อกันคือ สนุกมาก เนื้อเรื่องเดินไปได้อย่างน่าสนใจบวกกับการนำเอายุคสมัยมาผสมผสานร่วมกันอย่างลงตัวทำให้จากหนังสือได้กลายมาเป็นหนังที่น่าสนุกมาๆ อีกเรื่อง

สรุปย่อเรื่องหนัง Ready Player One

หนังเรื่อง Ready Player One กล่าวถึงโลกในปี 2045 ที่โลกจริงๆ มันช่างเสื่อมโทรมจนคนเข้ามาการใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์กันซึ่งเป็นการใช้ชีวิตแบบสมมุติกับเทคโนโลยีสมจริงเรียกว่า ดิ โอเอซิส ผลงานชิ้นนี้คือการสร้างสรรค์ของ ฮาลลิเดย์ ที่เสียชีวิตไปแล้วกับมอร์โรว์ เพื่อนซี้ของเขา แต่ก่อนตายฮาลลิเดย์ได้ประกาศมอบทรัพย์สินของบริษัทให้ใครที่สามารถตามหาอีสเตอร์เอ้กได้ ซึ่งนี่เป็นกุญแจ 3 ดอก ที่เจ้าตัวเคยซ่อนเอาไว้ใน ดิ โอเอซิส จากตรงนี้เองเลยทำให้ Ready Player One กลายเป็นหนังผจญภัยของบรรดา กันเนอร์ หรือที่เรียกแทนตัวเองเป็นนักผจญภัยออนไลน์ให้ออกตามหากุญแจดังกล่าวที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้

พระเอกของเรื่องมีชื่อว่า เวด เป็นเด็กที่โตในชุมชนแออัด มีชื่อในเกมว่า พาร์ซิวัล เขาคือหมาป่าผู้เดียวดายไม่ยอมร่วมมือกับใครทว่าก็มีเพื่อนซีในเกมชื่อ เอช เป็นนักซ่อม กับเพื่อนของเอชชื่อว่า ไดโดต เป็นซามูไร กับ โช เป็นนินจา อีกคนที่สำคัญมากชื่อว่า อาร์ทิมิส เป็นสาวปริศนาสมญานาม นักฆ่าไอโอไอ เป็นกลุ่มบริษัทที่ต้องการยึดครองโลกออนไลน์แล้วนำไปต่อยอดผลกำไร กลุ่มบริษัทนี้บริหารงานโดย ขอร์เรนโต้ เจ้าแห่งความดุร้าย อำมหิต มีความเจ้าเล่ห์พร้อมใช้ทุกวิถีทางไม่เว้นแม้ความรุนแรงเพื่อต้องการในสิ่งที่ตนเองอยากได้

โดยรวมของหนังถือว่าทำออกมาได้ดีทั้งการดำเนินเนื้อเรื่องที่ฉีกกฎไปจากตอนเป็นหนังสือมากพอสมควรเลยทีเดียว แต่มันกลับทำให้หนังอย่าง Ready Player One โดดเด่นขึ้นทันตามเห็นอาจด้วยความที่การเขียนเป็นหนังสือมันดูเนิร์ดเกินไปหน่อยหากนำมาทำเป็นหนังเกรงว่าคนดูจะเบื่อเสียก่อนเลยพยายามทำบทใหม่ให้มันดูน่าสนใจมากขึ้นกว่าเคย แต่บางครั้งด้วยการถูกบีบของเวลาขนาดว่าบีบแล้วยังกินไปกว่า 2 ชั่วโมง เลยทำให้บางตอนโดนย่นระยะให้เร็วขึ้นบ้าง กระนั้นทั้งหมดนี้ Ready Player One ยังถือเป็นหนังน่าดูอีกเรื่องที่แฟนหนังสไตล์แฟนตาซีผจญภัยต้องไม่พลาดด้วยประการทั้งปวงจริงๆ

รีวิวหนัง Hacksaw พระเอกไม่จับปืนก็สนุกล้นระทึกมาก

HackSaw-Ridge-Review-Play

หากคุณคือคนหนึ่งที่คิดถึงผู้กำกับและนักแสดงนำมากฝีมืออย่าง เมล กิ๊บสัน เชื่อว่าการกลับมาของเขาในการฝากความสามารถด้านผู้กำกับอีกครั้งจากหนังเรื่อง Hacksaw Ridge ต้องทำให้คุณประทับใจอย่างแน่นอน ด้วยช่วงก่อนหน้านี้แกหายหน้าหายตาไปนานจากหลายๆ กรณีทำให้หลายคนที่คิดถึงก็ไม่รู้ว่าจะพบเจอได้อย่างไร แต่วันนี้เขากลับมาอีกครั้งพร้อมกับหนังเรื่องใหม่ที่จะทำให้ความรู้สึกเดิมๆ ของสไตล์การกำกับของ เมล กิ๊บสัน กลับมาผงาดอีกครั้ง

Hacksaw Ridge แนวหนัง ความน่าสนใจ และระดับคะแนนความสนุก

จุดเริ่มต้นของ Hacksaw Ridge ต้องย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ของ เดสมอนด์ ที. ดอสส์ บุคคลทีได้รับเหรียญกล้าหารจากประธานาธิบดีทรูแมน หลังสงครามโลกสิ้นสุดลงจากการที่เขาเป็นทหารแนวหน้าเพียงคนเดียวผู้ไม่หยิบจับอาวุธแต่เลือกช่วยเพื่อนทหารผู้ได้รับบาดเจ็บกลับมาให้ได้มากที่สุด หนังได้เล่าเรื่องราวเริ่มตั้งแต่สมัยเด็กซึ่งกลายเป็นปมในใจของตัวเอกมาตลอดทั้งการที่เขาเคยเล่นแบบหนักมือจนเกือบทำให้น้องชายตาย พ่อเป็นคนขี้เมาชอบทำร้ายพ่อแม่จนทำให้เขาเกือบทำร้ายพ่อจนกลายเป็นฆาตกร จากเรื่องราว 2 สิ่งนี้ทำให้เขาเลือกไม่ขอจับอาวุธใดๆ จนกลายเป็นปัญหากับเพื่อนทหาร ครูฝึก หัวหน้าค่ายฝึกเมื่อเขาตัดสินใจเข้าเป็นทหารเพื่อรับใช้ชาติ แม้เขาต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันมหาศาลแต่นี่สุดเขาก็ได้เข้าฝึกเป็นแพทย์สนามจนสำเร็จลุล่วง จนในที่สุดเขาถูกส่งไปอยู่ในสมรภูมิรบตรงหน้าผาสูงชันในโอกินาวาที่ทำลายกองกำลังสัมพันธมิตรมานับไม่ถ้วน สิ่งที่เขาทำก็คือแม้จะไม่จับปืนแต่เขาก็อยู่ตรงค่ายทหารนี้เพื่อช่วยเหลือเพื่อนทหารด้วยกันให้รอดพ้นจากความตาย โดยในหนังเขาสามารถช่วยออกมาได้ทั้งหมด 75 คน แต่ในบันทึกตามประวัติศาสตร์อาจเป็น 100 คน นั่นคือความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ ซึ่งแนวหนังคงไม่ต้องบอกว่ามันกล่าวถึงความดราม่าแบบสุดขีดของตัวเอกอย่าง เดสมอนด์ เป็นความดราม่าปนควมทราบซึ้งจนบางคนอาจหลั่งน้ำตาให้กับหนังเรื่องนี้เลยก็ได้

ส่วนระดับคะแนนแห่งความสนุกจากฝีมือของ เมล กิ๊บสัน ต้องบอกว่าทำออกมาได้แบบไร้ที่ติทั้งฉากสงคราม ฉากดำเนินเรื่องสุดดราม่า และอีกหลายรายละเอียดจนคะแนนเต็ม 10 ก็เอา 10 ไปได้เลย รับรองว่าใครที่ได้มีโอกาสดูหนังอย่าง Hacksaw Ridge เมื่อดูจบอยากลองกลับไปค้นหาประวัติของชายคนนี้อย่างแน่นอนว่าเขาเป็นใคร ซึ่งเมล กิ๊บสัน ยอมรับว่าหากวันนี้เดสมอนด์ยังมีชีวิตอยู่เขาอยากให้เป็นประธานาธิบดีเลยด้วยซ้ำ ถือว่าเป็นหนังห้ามพลาดอีกเรื่อง