รีวิวหนัง netflix Dare devil ปิศาจแห่ง Hell’s Kitchen ความดำมืดของเมือง

เมื่อนึกถึงฮีโร่ตาบอดในชุดแดงออกตามล่าเหล่าร้ายในยามค่ำคืน คงไม่มีใครที่ไหนนอกไปจาก Dare Devil ตัวละครชายหนุ่มสังกัดจักรวาล Marvel ถือเป็นหนึ่งในบรรดาฮีโร่ขวัญใจของแฟนๆ จนกระทั่งได้ถูกนำมาสร้างเป็นละครทีวีฉายบน Netflix ผลงานกำกับโดย Drew Goddard อ้างอิงเนื้อเรื่องตามแบบฉบับหนังสือการ์ตูน แถมยังได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี จนในตอนนี้มีทั้งหมดรวมกัน 3 ซีซั่นแล้ว เริ่มจากซีซั่นแรกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2015 จะเป็นการเล่าเรื่องต้นกำเนิดของ Matt Murdock และ Wilson Fisk จนกระทั่งภาคที่ 2 ได้ออกฉายในวันที่ 18 มีนาคม 2016 ส่วนตัวแล้วในภาคนี้ได้ทำออกมาได้สนุกและน่าตื่นเต้นในแบบที่ควรเป็น มีการปรากฎของตัวละครอื่นๆ อย่าง Punisher และ Elektra ที่ในอนาคตพวกเขาอาจจะได้ตั้งทีม The Defenders ขึ้นมา

เนื้อเรื่องจะดำเนินตามตัวเอก Matt Murdock หรือ Dare Devil เป็นทนายความตาบอดที่ต่อสู้ในฐานะทนายตอนเช้า และตกเย็นเขาจะกลายเป็น Dare Devil ออกต่อสู้กับเหล่าอาญากร ทางการตลาดได้ออกมาบอกว่ากลุ่มเป้าหมายคนดูนั้นคือกลุ่มวัยรุ่น และผู้ใหญ่ เนื่องจากมีเนื้อหาที่รุนแรง ต่างจากหนังอื่นๆ ที่สามารถดูได้ทุกเพศทุกวัย ภาพยนตร์ชุดเรื่อง Dare Devil ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมากมาย และได้รับรางวัลไม่น้อยได้แก่ Helen Keller Achievement Award, Online Film & Television Association Award, Got Your 6 และรางวัลสุดท้ายคือ Saturn Awards สาขาละครทีวียอดเยี่ยม

Dare Devil เป็นละครที่ทำขึ้นมาสำหรับ Netflix ซึ่งเป็นบริการสตรีมมิ่งภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่มีฐานผู้ชมทั่วโลก โดยเรื่องสามารถรับชมได้ในแบบ Ultra HD 4K และ High Dynamic Range ตั้งแต่ซีซั่น 3 เป็นต้นไป ส่วนอีก 2 ซีซั่นแรกได้รับการปรับปรุงให้มีคุณภาพใกล้เคียงกัน ส่วนใหญ่แล้วหนังของทางค่ายมักจะออกมาทั้งซีซั่น หมายถึงสามารถดูได้ตั้งแต่ต้นจนจบจนมีคำที่เรียกว่า binge-watching เป็นคำนิยามสำหรับการดูหนังหลายตอนติดต่อกันเป็นเวลาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ได้มีบริการเสียงบรรยายภาพสำหรับคนตาบอดอีกด้วย

ต้นทุนในการทำหนัง Dare Devil ในแต่ละซีซั่นไม่ใช่น้อยๆ เลย โดยมันอยู่ในงบที่ทาง Disney ให้มา 200 ล้านเหรียญสำหรับสร้างภาพยนตร์ในจักรวาล Marvel นับรวม Jessica Jones และ Luke Cage ที่ใช้งบบริหารเดียวกันเป็นตัวเลขอยู่ที่ 40 ล้านเหรียญต่อ 1 ซีซั่นเท่านั้น หรือประมาณ 1,400 ล้านบาท ถ้าถามถึงจำนวนรายได้แล้วคงจะตอบยากเสียหน่อยเพราะมันไม่ได้ถูกมองเป็นราคาตั๋ว แต่ถ้าใช่มันจะทำกำไรมหาศาลไม่แพ้กับตอนนี้ที่มันสร้างรายได้กับ Netflix ไม่น้อยเลย